นายสิทธิกร อ้วนศิริ
ประวัติส่วนตัว    
วัน เดือน ปี เกิด 6 พฤษภาคม 2502
ที่อยู่ปัจจุบัน 225 หมู่ 8 ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000
ประวัติการศึกษา    
ปริญญาตรี ศษ.บ. (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2529
ปริญญาโท ศศ.ม. (สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ.2547
ปริญญาเอก ปร.ด. (ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ.2551
ตำแหน่งปัจจุบัน    
     นักวิชาการศาสนา 8
สถานที่ทำงาน    
     สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเลย ศาลากลางจังหวัดเลย อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000
ข้อมูลดุษฎีนิพนธ์    
     ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง : กรณีศึกษาในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
     กรรมการที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ดร. สนม ครุฑเมือง ประธานกรรมการที่ปรึกษา
  2. รองศาสตราจารย์ ดร.สำราญ มีแจ้ง กรรมการที่ปรึกษาร่วม
  3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรธิรา ผลงาม กรรมการที่ปรึกษาร่วม
สอบเค้าโครงดุษฎีนิพนธ์ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2551  
สอบป้องกันดุษฎีินิพนธ์ วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2551  
บทคัดย่อ    

สิทธิกร อ้วนศิริ : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง :
     กรณีศึกษาในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ปีการศึกษา 2551

ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ : รองศาสตราจารย์ ดร. สนม ครุฑเมือง
     รองศาสตราจารย์ ดร.สำราญ มีแจ้ง
     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรธิรา ผลงาม

บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดในจังหวัดเลย ประเทศไทยและการจัดการศึกษาสงฆ์ของวัดในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) เพื่อศึกษารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัด ในจังหวัดเลย ประเทศไทย 3) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กรณีศึกษาในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่มและการจัดเวทีวิพากษ์ ส่วนระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์สหสัมพันธ์ วิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลและตรวจสอบความตรงของโมเดล โดยใช้โปรแกรมลิสเรล 8.30 ด้วยการพิจารณาค่าไค-สแควร์ ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนและดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว

ผลการวิจัยดังต่อไปนี้

1. การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดในจังหวัดเลย ประเทศไทยและการจัดการศึกษาสงฆ์ของวัดในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า ในปีการศึกษา 2550 จังหวัดเลย ประเทศไทยมีวัดที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี 17 แห่ง มีผู้เรียน 657 รูป ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดได้แก่ ภาวะผู้นำของเจ้าอาวาส คุณลักษณะของครู คุณลักษณะของผู้เรียน คุณภาพของสื่อการเรียนการสอน ความพร้อมของอาคารสถานที่การมี ส่วนร่วมของชุมชนและการประกันคุณภาพภายใน และมีปัญหาได้แก่ ครูขาดขวัญกำลังใจใน การทำงาน ผู้เรียนขาดความรับผิดชอบและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สื่อการเรียนการสอนไม่หลากหลายและไม่มีการใช้สื่อ ชุมชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมและให้การสนับสนุน และขาดการประกันคุณภาพภายใน สำหรับสภาพและปัญหาการจัดการศึกษาสงฆ์ของวัดในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า มีวัดที่จัดการศึกษาสงฆ์อยู่ 3 แห่ง คือ วัดขัวหลวงจัดการศึกษาสงฆ์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วัดโสกป่าหลวงจัดการศึกษาสงฆ์ในระดับมัธยม ศึกษาตอนปลาย และวัดองค์ตื้อมหาวิหารจัดการศึกษาสงฆ์ในระดับอนุปริญญา และมีปัญหา ได้แก่ ขาดแคลนสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนและหนังสือแบบเรียน และครูมีไม่เพียงพอ

2. การศึกษารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดในจังหวัดเลย ประเทศไทย พบว่า ตัวแปรสังเกตได้ส่วนใหญ่มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย และตัวแปรทุกตัวมีลักษณะการแจกแจงใกล้เคียงโค้งปกติ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดที่ปรับแล้วมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 20.38 ที่องศาอิสระ (Degree of freedom ) เท่ากับ 79 ระดับความมีนัยสำคัญ (p ) เท่ากับ 1.000 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI ) เท่ากับ 0.99 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้ (AGFI ) เท่ากับ 0.99 ดัชนีรากกำลังสองเฉลี่ยของเศษ (RMR ) เท่ากับ 0.045 ตัวแปรที่ส่งผลทางตรงต่อ การจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี มากที่สุด คือ คุณลักษณะของผู้เรียน และตัวแปรที่ส่งผลทางอ้อมการจัดการเรียนการสอน พระปริยัติธรรมแผนกบาลีมากที่สุด คือ ภาวะผู้นำของเจ้าอาวาส

3. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของวัดใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กรณีศึกษาในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำของเจ้าอาวาสส่งผลต่อทุกปัจจัย และทุกปัจจัยส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ส่วนปัจจัยคุณลักษณะของครูส่งผลต่อคุณลักษณะของผู้เรียนและการประกันคุณภาพภายใน ปัจจัยความพร้อมของอาคารสถานที่ส่งผลต่อคุณลักษณะของครู และคุณลักษณะของผู้เรียน ปัจจัยการมีส่วนร่วมของชุมชนส่งผลต่อคุณลักษณะของผู้เรียน และคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน ปัจจัยคุณภาพของสื่อการเรียนการสอนส่งผลต่อคุณลักษณะของครูและคุณลักษณะของผู้เรียน และปัจจัยการประกันคุณภาพภายในส่งผลต่อคุณลักษณะของผู้เรียน

SITTIKORN OUN-SIRI: THE DEVELOPMENT OF TEACHING MODEL OF ECCLESIASTICAL PALI STUDY FOUND IN THE GREATER
      MEKONG SUBREGION TEMPLES: A CASE STUDY OF THAILAND AND LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC

DOCTOR OF PHILOSOPHY: REGIONAL DEVELOPMENT STRATEGIES, LOEI RAJABHAT UNIVERSITY, 2008

DISSERTATION ADVISORS: ASSOC.PROF. DR. SANOM KRUTTAMUANG
     ASSOC.PROF.DR. SAMRAN MEEJAENG
     ASST. PROF. PATTHIRA PHON-NGAM

ABSTRACT

      The objectives of this research were 1) to study the conditions and the problems in teaching the ecclesiastical Pali study managed in the temples in Loei Province, Thailand, and in Vientiane, Lao PDR; 2) to study the causal relationship model affecting the teaching management of the ecclesiastical Pali study in the temples in Loei Province, Thailand; 3) to develop the teaching model of the ecclesiastical Pali study in the GMS temples. The research and development process with the qualitative and quantitative studies were applied. The data were collected through the questionnaires, the in-depth interview, the group discussion, and the dialectics. The correlation analysis , the path analysis, the model validity, by processed LISREL 8.30 program. The consider of chi-square statistics, goodness of fit index (GFI) and adjusted goodness of fit index (AGFI).

The findings were as follows:

1) The study on the conditions and the problems in teaching the ecclesiastical Pali study managed in the temples in Loei Province, Thailand, and in Vientiane, Lao PDR showed that during the academic year of 2007,there were 17 temples in Loei Province, Thailand, that provided the ecclesiastical Pali study. There were 657 students in total. The factors having impact on the teaching management of ecclesiastical Pali study were the abbots’ leadership, the teachers‘ qualifications, the students’ qualifications, the quality of teaching materials, the readiness of the buildings and facilities, the participation from community, and the internal quality assurance. The found problems were: no encouragement to teachers, no responsibility and achievement motivation in students, very few teaching materials and no utilization of them, no contribution and participation from the communities, and no internal quality assurance. For the condition and the problems of teaching management found in the temples in Vientiane, Lao PDR., there were 3 temple schools for monks: Wat Khua Luang providing a junior high school program, Wat Sok Pa Luang providing a senior high school program, and Wat Ong-Tue Mahaviharn providing a diploma program. The problems were the lack of teaching materials, text books, and the insufficient teachers.

2) The study on the causal relationship model affecting the teaching management of the ecclesiastical Pali study in the temples in Loei Province, Thailand revealed that the noticeable variables mostly had higher value of mean. The frequency distributions of all variables were close to the normal curve. The correlation analysis gave the positive result with statistical significance at the level of .01. The revised teaching model of the ecclesiastical Pali study was responding to the empirical data with the chi-square value of 20.38 , at the degree of freedom of 79, and the significant difference (p) was at the level of 1.000. The GFI value was 0.99. The AGFI value was 0.99. The RMR was 0.045. The variable with the most direct impact on the teaching of ecclesiastical Pali study was the students’ qualifications. The variable with the most indirect impact on the teaching was the abbot’s leadership.

3) The study on the development of teaching model of the ecclesiastical Pali study in the GMS temples gave the results that the abbot’s leadership had the impact on every factor. All factors affected to the teaching management of the ecclesiastical Pali study. The teachers’ qualifications affected to the students ‘qualifications and the internal qualify assurance. The students’ readiness of buildings and facilities affected to the teachers’ qualifications and the students’ qualifications, the participation from community affected to the students’ qualifications and the quality of teaching materials. The quality of teaching materials affected to the teachers’ and the students’ qualifications. The internal quality assurance affected to the students’ qualifications.