นายประมุข   ศรีชัยวงษ์
ประวัติส่วนตัว    
วัน เดือน ปี เกิด 5 เมษายน 2505
ที่อยู่ปัจจุบัน 54 หมู่ 1 ตำบลเทพคีรี อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู  39170
ประวัติการศึกษา    
ปริญญาตรี เทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ. 2544
ปริญญาโท สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2547
ปริญญาเอก ปร.ด. (ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ.2551
ตำแหน่งปัจจุบัน    
     สัตวแพทย์ 7 ว
สถานที่ทำงาน    
     กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลนากลาง ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู 39170
ข้อมูลดุษฎีนิพนธ์    
     ชื่อเรื่อง   การพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ชุมชนต้นแบบในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง : กรณีศึกษาในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
     กรรมการที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ สิมารักษ์ ประธานกรรมการที่ปรึกษา
  2. ดร. อรัญ จันทร์ลุน ที่ปรึกษาร่วม
  3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรธิรา  ผลงาม ที่ปรึกษาร่วม
สอบเค้าโครงดุษฎีนิพนธ์ วันที่ 3 มกราคม 2551  
สอบป้องกันดุษฎีินิพนธ์ วันที่ 17 กรกฎาคม 2551  
บทคัดย่อ    

ประมุข ศรีชัยวงษ์ : การวิจัยและพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ชุมชนต้นแบบในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง :  กรณีศึกษาในประเทศไทย
      และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ปีการศึกษา 2551
ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ : รองศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ สิมารักษ์
      ดร. อรัญ จันทร์ลุน
      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรธิรา ผลงาม
200 หน้า

บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปและสภาพการสุขาภิบาลโรงฆ่าสัตว์ในประเทศไทยและ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) วิจัยและพัฒนากระบวนการฆ่าสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในโรงฆ่าสัตว์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก ที่เทศบาลตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู 3) วิจัยและพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ชุมชนต้นแบบ ที่มีความเหมาะสมสำหรับท้องถิ่น ที่เทศบาลตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเชิงปริมาณใช้แบบสำรวจ และแบบสอบถาม ส่วนเชิงคุณภาพใช้ วิธีการจัดเวทีชาวบ้าน การทำประชาคมชาวบ้าน วิธีการสนทนากลุ่ม การศึกษาดูงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการ และ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ซึ่งผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้

1. การศึกษาสภาพทั่วไปและสภาพการสุขาภิบาลโรงฆ่าสัตว์ ที่จังหวัดหนองบัวลำภู ประเทศไทย จำนวน 10 แห่ง และ แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว จำนวน 2 แห่ง พบว่าโรงฆ่าสัตว์ใน ประเทศไทยส่วนใหญ่ ยังไม่มีใบอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เป็นโรงฆ่า โค กระบือ และสุกร ถึงร้อยละ 90 และตั้งอยู่ในย่านชุมชน ส่วนใหญ่เป็นอาคารเปิด มีสภาพของการสุขาภิบาลในโรงฆ่าสัตว์ไม่ดี เช่น พื้น ผนัง เพดาน ห้องล้างทำความสะอาด ห้องเก็บอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ระบบน้ำ และระบบระบายอากาศ ในด้านกระบวนการฆ่าสัตว์ พบว่าร้อยละ 80 วางเนื้อสัตว์บนพื้น ด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 80 ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ส่วนในด้านสุขอนามัยส่วนบุคคล พบว่าร้อยละ 80 ไม่มีชุดปฏิบัติงานในโรงฆ่าสัตว์ ไม่มีการฝึกอบรมและตรวจโรคประจำปี สำหรับโรงฆ่าสัตว์ใน สปป. ลาว พบว่าทั้ง 2 แห่งมีสภาพเสื่อมโทรม ขาดการบำรุงรักษา กระบวนการฆ่าสัตว์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันบนพื้นโรงฆ่าสัตว์ และชำแหละแยกชิ้นส่วนที่พื้นโรงฆ่าสัตว์ เช่นเดียวกับโรงฆ่าสัตว์ในประเทศไทย

2. การวิจัยและพัฒนากระบวนการฆ่าสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในไทยและสปป.ลาว ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการจัดเวทีชาวบ้าน การจัดประชาคม การสนทนากลุ่ม การศึกษาดูงาน และการประชุมเชิงปฏิบัติการ 2.1 ) ผลการจัดเวทีชาวบ้าน และการจัดประชาคม พบว่าเทศบาลตำบลนากลางจะต้องสร้างโรงฆ่าสัตว์แห่งใหม่ โดยการขอความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ 2.2) จากการสนทนากลุ่ม พบว่า กระบวนการฆ่าสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ และหลักของสวัสดิภาพสัตว์ 2.3) ผลจากการศึกษาดูงาน ชุมชนได้ความรู้ แนวทางและประสบการณ์เพื่อการปรับใช้ในโรงฆ่าสัตว์ของชุมชนในประเทศไทยและสปป.ลาว และ 2.4) ผลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการชุมชนได้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล

3. การวิจัยและพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ต้นแบบในชุมชน ดำเนินการโดย 3.1) สัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ในชุมชน พบว่ากรมปศุสัตว์ มีความต้องการให้มีโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานขึ้นในชุมชน และในส่วนของแบบแปลนที่ใช้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการระดับจังหวัด 3.2) ประชุมเชิงปฏิบัติการผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยทำการตกลงเกี่ยวกับข้อกำหนดของแบบแปลนที่ใช้ก่อสร้าง ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ ทำการออกแบบ และปรับปรุงแบบก่อสร้างอาคารโรงฆ่าสัตว์ 3.3) ทำการก่อสร้างอาคารโรงฆ่าสัตว์และติดตั้งอุปกรณ์ ที่เทศบาลตำบลนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 เดือน 3.4) ทำการทดลองใช้งาน จำนวน 2 เดือน เพื่อหาข้อบกพร่อง และทำการปรับปรุง 3.5) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า 67.50% ของผู้ที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับปานกลาง เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่า 17.50 % ของผู้เกี่ยวข้องพอใจในด้านสถานที่ตั้งและพนักงานฆ่าสัตว์ในระดับที่มากที่สุดและ 20 % มีความพึงพอใจต่อการดูแลสภาพแวดล้อมในระดับน้อยที่สุดคือการดูแลสภาพแวดล้อม(20 %) 3.6) ตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ก่อโรคในตัวอย่างเนื้อ ซึ่งปรากฏว่าไม่พบเชื้อชัลโมเนลล่า ( Samonella spp ) และ อี โค ไล ( Escherichia coli ) แต่พบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียรวม ในทุกตัวอย่าง มีปริมาณไม่เกินค่ามาตรฐาน ของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ผลการวิจัยครั้งนี้ยืนยันให้เห็นว่า ความสำเร็จของการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ชุมชนต้นแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการ คือการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

PRAMUK SRICHAIWONG: A RESEARCH AND DEVELOPMENT OF COMMUNITY SLAUGHTER MODEL IN THE GREATER MEKONG
      SUB-REGION: A CASE STUDY IN THAILAND AND LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC
DOCTOR OF PHILOSOPHY IN REGIONAL DEVELOPMENT STRATEGIES LOEI RAJABHAT UNIVERSITY, 2008
DISSERTATION ADVISORS: ASSOC. PROF. DR. SUCHINT SIMARAK
     DR. ARAN CHANLUN
     ASST. PROF. DR. PATTHIRA PHON-NGAM
200 P.

ABSTRACT

     The objectives of this research were: 1) to study general conditions and sanitary aspects of slaughterhouses at Nongbualamphu province in Thailand and at Vientiane, Lao PDR., 2) to research and develop processes essential for slaughtering in accordance with the sanitary basis with the participation of community at Nongbualamphu province, and 3) to research and develop the suitable slaughterhouse model for community at Nongbualamphu. Mixed methodologies of quantitative and qualitative methods were used for data collection and analysis. The quantitative method included surveying forms and questionnaires whereas the qualitative method comprised public hearing processes, group discussions, a study visit, workshops, and in-depth interviews.

The results were as follows;

1. The study of general conditions and sanitary aspects of ten slaughterhouses at Nongbualamphu province and two slaughterhouses at Vientiane found that 90 % of the slaughterhouses in Thailand were for slaughtering cattle and pigs. Most of them had existed for more than 10 years without any license. They were the open buildings located within community, having ineffective fence and unsuitable environment management. Obviously, most of them lacked the appropriate maintenance of equipments and tools. There were 80 % of slaughterhouses with slaughtering processes usually operated on the floor. For the sanitary aspects, 80 % of th e slaughterhouses did not have worker’s uniform, they never did staff training, and they never had the annual health checkup for the workers. As for the situation in Lao PDR, the slaughterhouse operating processes and its effects in Vientiane were similar to those processes and effects of the slaughterhouses in Thailand.

2. For the research and development of processes for slaughtering in accordance with the sanitary basis with the participation of community, the study used the approaches of public hearing processes, group discussions, a study visit and the workshop. The outputs from: 2.1) the public hearing processes indicated that the old slaughterhouse operated by Naklang municipality was requested to move to the new place as its disturbed the surrounding community. The construction of the new slaughterhouse had to be approved by the people in the community. After the new location was marked, the public hearing process was introduced to give information and to receive the recommendations and suggestions on how to design and build the new slaughterhouse. 2.2) Focus group discussions with the slaughterhouse stakeholders found that the slaughtering processes should follow the regulation of the department of livestock development, and should concern the animal welfare. 2.3) The study visit approach found the strength and weakness from the two standard slaughterhouses to be applied for the new slaughterhouse, and 2.4) Workshops among workers and slaughterhouse stakeholders provided for knowledge assets essential for the processes of slaughtering in accordance with the sanitary basis .

3. As for the research and development processes, the study started with: 3.1) the in-depth interviews, this process revealed that the Department of Livestock Development needed the standard slaughterhouse within the community. The blueprint for such a slaughterhouse construction had to be approved by the provincial committee. 3.2) The workshop among the stakeholders of the slaughterhouse, the participants agreed with the requirements of the blueprint. The blueprint of a new slaughterhouse was designed and approved in the workshop. 3.3) Slaughterhouse construction, the process lasted within two months. 3.4) The implementation and improvement of the slaughtering processes for two months in the new contracted slaughterhouse. 3.5) The stakeholder satisfaction survey, holistically, the study found the satisfaction at the average level (67.50%). Considering in each aspect, the study found the satisfaction with the slaughterhouse location and with the slaughtering workers at the highest level(17.50%). Environmental cares were found with the lowest satisfaction (20 %). 3.6) The products contamination test by total bacteria count, the study found that amount of bacteria was low and at the acceptable level. Both Samonella spp. and Escherichia coli were not found.

The study confirms that the success of the slaughterhouse model depends on the participation of all the stakeholders. The provision of all information is necessary that the stakeholders can access the information before making any decision or agreements.