นายสุรศักดิ์  ราษี
ประวัติส่วนตัว    
วัน เดือน ปี เกิด 20 เมษายน พ.ศ. 2512
ที่อยู่ปัจจุบัน 157/7 ถนนเลย-ด่านซ้าย ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000
ประวัติการศึกษา    
ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) มหาวิทยาลัยศรีปทุม พ.ศ.2537
ปริญญาโท ศศ.ม. (สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา) สถาบันราชภัฏเลย พ.ศ.2546
ปริญญาโท คอ.ม. (วิศวกรรมโยธา) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.2548
ปริญญาเอก ปร.ด. (ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ.2551
ตำแหน่งปัจจุบัน    
     ครูชำนาญการ แผนกวิชาการก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคเลย, วิศวกรโยธา สย.6767 และผู้ตรวจสอบอาคาร ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2522 ของสภาวิศวกร, วสท. และ กรมโยธาธิการและผังเมือง หมายเลขทะเบียนอนุญาต บ.1850
สถานที่ทำงาน    
     วิทยาลัยเทคนิคเลย อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ข้อมูลดุษฎีนิพนธ    
     ชื่อเรื่อง  รูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
     กรรมการที่ปรึกษา 1. รองศาสตราจารย์ ดร. สนม  ครุฑเมือง ประธานกรรมการที่ปรึกษา
  2. รองศาสตราจารย์ ดร. ภมร  ขันธะหัตถ์ กรรมการที่ปรึกษาร่วม
  3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรธิรา  ผลงาม กรรมการที่ปรึกษาร่วม
สอบเค้าโครงดุษฎีนิพนธ์ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2550  
สอบป้องกันดุษฎีินิพนธ์ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2551  
บทคัดย่อ    

สุรศักดิ์ ราษี : รูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างในประเทศไทยและและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ปีการศึกษา 2551
ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ : รองศาสตราจารย์ ดร. สนม ครุฑเมือง
      รองศาสตราจารย์ ดร. ภมร ขันธะหัตถ์
     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรธิรา ผลงาม
372 หน้า

บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาด้านทักษะฝีมือแรงงานของแรงงานก่อสร้างในประเทศไทยและสปป.ลาว 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ก่อสร้างในประเทศไทยและสปป.ลาว 3) นำรูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างสู่ การปฏิบัติในประเทศไทย 4) ประเมินผลรูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างในประเทศไทย การดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development ) ผู้วิจัยใช้การผสมผสานทั้งวิธีการเชิงปริมาณและคุณภาพโดยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ ส่วนเชิงคุณภาพใช้ วิธีการสนทนากลุ่ม ( Focus group discussion ) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview ) การประชุมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ( Observation as non -participation ) เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้าง

ผลจากการวิจัย มีดังนี้

1 . สภาพและปัญหาด้านทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างในประเทศไทย และสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า แรงงานขาดทักษะฝีมือในการทำงานในด้านงานก่ออิฐและฉาบปูนแรงงานต้องการพัฒนาทักษะฝีมือในสถานที่ทำงาน นายจ้างไม่สนับสนุนให้เข้ารับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานจากหน่วยงานภายนอก ตั้งแต่เริ่มทำงานก่อสร้างจนถึงปัจจุบันไม่มี หน่วยงานมาให้การพัฒนาทักษะฝีมือ ค่าจ้างที่ได้รับในแต่ละวันต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดและไม่เพียงพอกับ รายจ่าย แรงงานไม่มีเวลาเข้ารับการฝึกอบรมแรงงาน มีความต้องการพัฒนาทักษะฝีมือด้านงานก่ออิฐและฉาบปูน โดยการฝึกปฏิบัติในงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานนอกสถานที่มีงบประมาณที่ใช้ในการฝึกอบรมไม่เพียงพอ ขาดการประสานงานกันอย่างจริงจัง และครูฝึกสาขางานก่ออิฐและฉาบปูนขาดแคลน
2. ผลการพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างสาขางานก่ออิฐและฉาบปูน ในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 ภาคทฤษฎีและรูปแบบที่ 2 ภาคปฏิบัติ โดยการฝึกปฏิบัติในงาน
3. ผลการนำรูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานสู่การปฏิบัติในประเทศไทย พบว่ารูปแบบที่ 1 ภาคทฤษฎี ใช้เวลาฝึกอบรมจำนวน 1 วัน แรงงานได้เรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้าน ความปลอดภัยในการทำงาน ด้านการก่ออิฐเต็มแผ่นและครึ่งแผ่น การก่ออิฐบล็อกแนวตรง แนวสลับ ด้านวัสดุงานฉาบ ด้านการบำรุงรักษาเครื่องมือ ด้านวิธีตรวจสอบและซ่อม และด้านการประมาณราคาเบื้องต้น ส่วนรูปแบบที่ 2 ภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติในงาน ใช้เวลาฝึกปฏิบัติงานจำนวน 4 วัน แรงงานได้ปฏิบัติในการเตรียมพื้นที่ ด้านเนื้อหาและด้านการปฏิบัติงาน โดยใช้วิทยากรจากแผนกวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคเลย อำเภอเมือง จังหวัดเลย ประเทศไทย
4. ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก่อสร้างในประเทศไทย พบว่า รูปแบบที่ 1 ภาคทฤษฎี แรงงานมีความรู้เกี่ยวกับงานก่อสร้าง สาขางานก่ออิฐ และฉาบปูนเพิ่มสูงขึ้น มีความภูมิใจที่สามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมให้กับเพื่อนแรงงานได้ กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างมั่นใจ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้ว่าจ้าง เพื่อนร่วมงานให้ความไว้วางใจ เชื่อใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น ส่วนรูปแบบที่ 2 ภาคปฏิบัติ แรงงานมีทักษะฝีมือในการทำงานที่ สูงขึ้น มีความรู้ด้านการเตรียมพื้นที่ ด้านเนื้อหา และด้านการปฏิบัติงาน สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ขั้นตอน กระบวนการทำงานให้มีความถูกต้อง ผู้ว่าจ้างให้การยอมรับวิธี ี การทำงานที่ เปลี่ยนไป ตั้งใจการทำงานมากขึ้น งานมีคุณภาพ และกล้าที่จะไปสมัครงานที่โครงการอื่น ๆ ได้ด้วยความมั่นใจ ที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาลและเอกชนรวมถึงตลาดอุตสาหกรรม ก่อสร้างให้การยอมรับในทักษะฝีมือในการทำงาน

SURASAK RASRI : THE DEVELOPMENT MODELS FOR LABOUR SKILLS OF BUILDING CONSTRUCTION IN THAILAND AND
      LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC
DOCTOR OF PHILOSOPHY IN REGIONAL DEVELOPMENT STRATEGIES LOEI RAJABHAT UNIVERSITY, 2008
DISSERTATION ADVISORS : ASSOC. PROF. DR. SANOM KRUTMUANG
      ASSOC. PROF. DR. PHAMORN KHANTAHAT
      ASST. PROF. DR. PATTHIRA PHON-NGAM
372 P.

ABSTRACT

     The objectives of this research were to: 1) study the conditions and the problems on the skill development for construction workers in Thailand and Lao PDR., 2) develop models of skill development for construction workers in Thailand and Lao PDR., 3) implement the developed models in Thailand, and 4) evaluate the implemented models. The study applied the research and development methods with the combination of qualitative and quantitative research methods. The study instruments used for the quantitative method consisted of questionnaires and test forms. The methods for qualitative studies were those of focus group discussion, in-depth interview, workshop, and non-participatory observation in order to obtain opinions on skills development for construction workers.

The findings of the study were as follows.

1. Surveying the conditions and the problems on the skills development for construction workers in Thailand and Lao PDR., the study found that the workers lacked of brick foundation and plaster work skills. They needed to develop their working skills, but there were no support from the employers for them to get training for skills development by outside services. Since the construction commence, there had been no skills development training course provided. The wage was lower than that of the standard rate and did not cover their expenses. The workers had no time for skill development training course. They needed the development for skills of brick-foundation and plaster work with practice training at the highest level. The budget for arranging the off-site skill development training course was not sufficient. Additionally, there was no efficient coordination among the units concerned, and no expert in brick foundation and plaster works.

2. The study formulated 2 models of skill development for construction workers in Thailand and Lao PDR. The models were about doing brick foundation and plaster work. The model number one was on the theory and the model number two was on the practice which focusing on-the-job training method.

3. Results of the formulated model implementation were described in each model. The model number one on theory learning was a one-day training course. The workers had been provided with knowledge on safety on the job, techniques for a full-brick and a half-brick foundations, conventional and interlocking block masonry systems, materials for plaster work, instrument maintenance, inspecting and repairing, and basic cost estimation for construction. The model number two on the practice learning by using on-the-job training method was a four-day training course. The workers had practiced about the construction site preparation, learned work contents, and practiced in the real situation of construction. Trainers for the course were construction experts from the Building Construction Department at Loei Technical College in Loei Province, Thailand.

4. The results of the implemented model evaluation showed that after using the model number one on the theory learning, the workers have gained more construction knowledge on brick foundation and plaster work. They were proud of being able to convey the given knowledge to their colleagues, had more confidence in giving opinion, were more active in working, and gained more trust from their employers and colleagues. After the model number two on construction practice learning: the workers gained higher working skills. They had more knowledge on construction site preparation, contents of work, and how to do the work in the real practices. They were able to apply a more suitable working process to the job. The employers accepted their better changes of working processes. The workers were more active in working, and the quality of work was better. They were more confident in themselves to apply for the construction job in other projects. In addition, the government and private sectors including construction industry related to construction are willing to accept those workers with good working skills.